ในการก้าวเข้าสู่โลกของระบบเสียง มือใหม่หลายคนมักสับสนกับประเภทของหัวต่อและสายสัญญาณที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด การทำความเข้าใจว่าปลั๊กแต่ละแบบทำงานอย่างไร และระบบส่งสัญญาณแบบใดที่เหมาะกับงานของคุณ จะช่วยลดปัญหาเสียงรบกวนและทำให้ระบบเสียงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด
1. ระบบสัญญาณแบบ Balanced (บัลลานซ์)
ระบบ **Balanced** คือมาตรฐานสูงสุดในงานเสียงระดับมืออาชีพ โดยใช้สายสัญญาณทั้งหมด 3 เส้น (ขั้วบวก, ขั้วลบ และกราวด์) ระบบนี้ทำงานโดยการส่งสัญญาณเสียงที่มีเฟสตรงข้ามกันไปในสายสัญญาณสองเส้น เมื่อสัญญาณไปถึงปลายทาง สัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นระหว่างทางจะถูกหักล้างออกไปโดยอัตโนมัติ
- หัวต่อที่นิยม: XLR (หัวแคนนอน) และ TRS (แจ็คโฟน 3 ขีด)
- การใช้งาน: เหมาะกับไมโครโฟน, มิกเซอร์ และสตูดิโอมอนิเตอร์
- ข้อดี: เดินสายได้ไกลมากโดยไม่มีเสียงรบกวน และมีความเสถียรสูง
2. ระบบสัญญาณแบบ Unbalanced (อันบาลานซ์)
ระบบ **Unbalanced** เป็นระบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในอุปกรณ์เครื่องเสียงบ้านและรถยนต์ โดยใช้สายสัญญาณเพียง 2 เส้น (สัญญาณและกราวด์) ทำให้มีโอกาสที่จะถูกคลื่นรบกวนจากภายนอกแทรกเข้ามาได้ง่ายกว่าระบบ Balanced หากต้องเดินสายเป็นระยะเวลานาน
- หัวต่อที่นิยม: RCA (หัวขาว-แดง), TS (แจ็คโฟน 2 ขีด) และ AUX 3.5mm
- การใช้งาน: เครื่องเล่นเพลง, กีตาร์ไฟฟ้า และแอมป์รถยนต์
- ข้อควรระวัง: ไม่ควรเดินสายยาวเกิน 5-7 เมตร เพราะจะเริ่มมีเสียงฮัมหรือเสียงจี่
3. ความสำคัญของสายลำโพง (Speaker Cable)
หลายคนมักนำสายสัญญาณเสียงไปใช้แทนสายลำโพง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดและเสี่ยงต่อความเสียหาย **สายลำโพง** ถูกออกแบบมาเพื่อนำกระแสไฟฟ้ากำลังสูงจากแอมปลิฟายเออร์ไปยังลำโพง โดยภายในจะเป็นสายทองแดงเส้นหนา (Gauge ใหญ่) เพื่อลดความต้านทานและให้พละกำลังเสียงที่หนักแน่น
- เทคนิคการเลือก: ยิ่งสายยาวหรือแอมป์มีกำลังวัตต์สูง ควรใช้สายลำโพงที่มีขนาดหน้าตัดทองแดงใหญ่ขึ้น
- ข้อควรจำ: สายลำโพงไม่มีฉนวนป้องกันสัญญาณรบกวน (Shielding) เหมือนสายสัญญาณ จึงห้ามนำมาใช้แทนสายไมค์โดยเด็ดขาด
สรุปการเลือกใช้งาน:
หากเน้นงานมืออาชีพหรืองานเวทีที่ต้องเดินสายยาว ให้เลือกใช้ระบบ **Balanced** ส่วนงานในบ้านหรือการเชื่อมต่อระยะสั้น ระบบ **Unbalanced** ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว และที่สำคัญอย่าลืมใช้ **สายลำโพง** ให้ถูกประเภทเพื่อป้องกันแอมป์เสียหายครับ